HOT Flix

เมตาเวิร์ส (Metaverse) เป็นสิ่งที่ยักษ์ใหญ่ในวงการเทคโนโลยีกำลังให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์และปัจจุบันก้าวขึ้นมาจับตลาดฮาร์ดแวร์จริงจังอย่างไมโครซอฟท์ บริษัทโซเชียลมีเดียแบบเฟซบุ๊ก และน้องใหม่มาแรงอย่าง TikTok
แนวคิดภายใต้สิ่งที่เรียกว่า เมตาเวิร์ส ไม่ได้เป็นสิ่งที่เพิ่งถูกพูดถึงเมื่อไม่กี่เดือน ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ แต่เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงในนิยายวิทยาศาสตร์ของนีล สตีเฟนสัน (Neal Stephenson) ในหนังสือที่มีชื่อว่า Snow Crash ซึ่งวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1992

ตามด้วยอีกหนึ่งนิยายวิทยาศาสตร์อย่าง Ready Player One ในปี 2011 ก่อนที่จะถูกพัฒนามาเป็นภาพยนตร์ในอีก 7 ปีต่อมา ภายใต้การกำกับของพ่อมดแห่งโลกภาพยนตร์สตีเวน สปีลเบิร์กหรือแม้แต่ในหนังสือการ์ตูนชื่อดังจากค่าย DC Comics ก็เคยพูดถึงเมตาเวิร์ส ในเหตุการณ์ Doomsday Clock ซึ่งเป็นการปะทะกันระหว่างจักรวาลจากโลกของ DC และโลกของ Watchmenว่ากันว่า นับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ของคำว่า เมตาเวิร์ส ก่อนที่แนวคิดของเมตาเวิร์สจะแพร่หลายในหมู่ของบริษัทในซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley)

เมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากต้องล็อกดาวน์ ลั่นดาลประตูอยู่แต่ในบ้าน ทำให้ไม่มีโอกาสได้ออกไปผจญภัย เดินทาง หรือใช้ชีวิต แนวคิดของเมตาเวิร์ส จึงเข้ามาสวมทับพอดีเพราะเมตาเวิร์ส คือแนวคิดที่หลอมรวมเอาพื้นที่ในโลกออนไลน์และออฟไลน์ รวมเข้ามาเป็นหนึ่งเดียว ทำให้ผู้คนสามารถออกไปใช้ชีวิตได้ เกิดปฏิสัมพันธ์กับบุคคลภายนอก การสร้างกิจกรรมร่วมกัน ทั้งการออกกำลังกาย การรับชมคอนเสิร์ต ประชุมทางไกล โดยที่บรรยากาศรายล้อมเสมือนว่า เรากำลังอยู่ในสถานที่นั้นจริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เรากำลังทำกิจกรรมทั้งหมดอยู่ภายในบ้านของตัวเอง

แนวคิดการพัฒนาของเมตาเวิร์ส ประกอบไปด้วยองค์ประกอบสามอย่าง ได้แก่ Virtual reality (ความจริงเสมือน), Augmented reality (ความจริงเสริม) และอินเทอร์เน็ตปัจจุบัน เทคโนโลยีทั้งสามอย่างเป็นสิ่งที่เราเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่าง Virtual reality ก็เป็นสิ่งที่เราเห็นได้จากอุปกรณ์เสริมสำหรับเครื่องเล่นเกม PlayStation ทำให้ผู้สวมใส่แว่น VR จะได้เห็นคอนเทนต์รอบทิศทาง 360 องศา

ขณะที่ Augmented reality เป็นเทคโนโลยีที่ Niantic Labs หยิบมาพัฒนาเกม Pokemon Go ซึ่งผสมผสานความเป็นจริงและโลกเสมือนรวมเข้าด้วยกันผ่านแอปพลิเคชันและสมาร์ทโฟน ส่วนอินเทอร์เน็ต ก็คงไม่ต้องพูดอะไรให้ยืดยาว เพราะเป็นสิ่งที่คนทั่วไปรู้จักกันดีแล้วตามที่เกริ่นไว้ข้างต้นว่า เมตาเวิร์ส ไม่ได้เป็นของใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ถูกพูดถึงในรูปแบบของวรรณกรรม และวัฒนธรรมป๊อป (Pop culture) แต่ถ้าในโลกของความเป็นจริง ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า คนที่ทำให้เมตาเวิร์ส กลายเป็นคำที่ได้รับความสนใจมากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นชายที่มีชื่อว่า มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก

มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ให้สัมภาษณ์กับเดอะ เวิร์จ ถึงแนวทางในอนาคตของบริษัท ซึ่งถ้าพูดให้ชัดๆ คือ ในอีก 5 ปีข้างหน้า เฟซบุ๊กจะไม่ได้เป็นแค่บริษัทโซเชียลมีเดีย หากแต่เป็นบริษัทเมตาเวิร์สทุกวันนี้ เฟซบุ๊ก มีการเตรียมความพร้อมเพื่อก้าวเข้าสู่เมตาเวิร์สแบบเงียบๆ ก่อนที่จะประกาศว่า เฟซบุ๊กจะเป็นบริษัทเมตาเวิร์สด้วยซ้ำ ดังจะเห็นได้จากการเข้าซื้อกิจการบริษัท Oculus VR ในปี 2014ตามด้วยการประกาศว่าจะทุ่มงบประมาณเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี AR และก่อตั้ง Facebook Reality Labs เพื่อรวบรวมนักวิจัย นักพัฒนา นักวิศวกรจากทั่วโลก ผสมผสานความเป็น AR และ VR เข้าด้วยกัน ให้ปลายทางพุ่งไปสู่สิ่งที่เรียกว่า เมตาเวิร์ส ในท้ายที่สุด

ในช่วงก่อนการเปิดตัว Ray-Ban Stories แว่นตาอัจฉริยะ ซึ่งเป็นฮาร์ดแวร์ชิ้นล่าสุดที่เฟซบุ๊กเพิ่งเปิดตัวในช่วงต้นเดือนกันยายน เฟซบุ๊ก ได้มีการพูดถึงแนวทางเกี่ยวกับอุปกรณ์ AR และ VR ของตัวเองเอาไว้อย่างชัดเจนเฟซบุ๊ก เน้นย้ำว่า กลยุทธ์ของพวกเขาคือการสร้างโอกาสให้มนุษย์ทุกคนเข้ามาใช้ชีวิตในเมตาเวิร์ส ดังนั้นแล้ว ความพยายามในการสร้างเมตาเวิร์สของเฟซบุ๊ก ไม่ได้อยู่ที่การค้ากำไรจากการขายฮาร์ดแวร์สำหรับเข้าสู่เมตาเวิร์ส เพราะสิ่งที่เฟซบุ๊กต้องการ คือทำให้ฮาร์ดแวร์มีราคาถูก เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ปัจจุบัน นอกเหนือจากแว่น VR อย่าง Oculus, แว่นตาอัจฉริยะ Ray-Ban Stories สิ่งที่เฟซบุ๊ก กำลังซุ่มพัฒนาก็คือสมาร์ทวอตช์ เพียงแต่ว่า จนถึงเวลานี้ ข้อมูลนาฬิกาอัจฉริยะของเฟซบุ๊ก ยังไม่ปรากฏให้เห็นเด่นชัดสักเท่าไร แต่เชื่อว่าน่าจะต้องเชื่อมโยงไปยังจักรวาลเมตาเวิร์ส ซึ่งเป็นสิ่งที่เฟซบุ๊กหมายมั่นปั้นมือ

ปัจจุบัน Fortnite มีผู้เล่นต่อเดือนราว 350 ล้านคน ที่สำคัญ Fortnite ไม่ได้มีหน้าที่แค่การเป็นเกมสำหรับเล่นเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เกม Fortnite ยังได้กลายเป็นแพลตฟอร์มจัดคอนเสิร์ต โดยมีศิลปินชื่อก้องโลกอย่างทราวิส สก็อตต์ (Travis Scott) ก็เคยมาจัดคอนเสิร์ตกลางเกม Fortnite มาแล้ว โดยมียอดผู้ชมพร้อมกันไม่ต่ำกว่า 12 ล้านคน (ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น)

ในกรณีที่คล้ายกัน นั่นคือ การจัดงานฉลองวันเกิดครบรอบ 25 ปีการถือกำเนิดของโปเกมอน (Pokemon) ซึ่งได้มีการจัดคอนเสิร์ตแบบเวอร์ชวลของโพสต์ มาโลน (Post Malone)ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ Fortnite ก็เพิ่งประกาศความร่วมมือกับแบรนด์แฟชั่นไฮเอนด์อย่างบาเลนเซียกา (Balenciaga) มาหมาดๆ ดังนั้นคงไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจอะไรมากนัก ถ้าหากในอนาคต เราจะได้เห็นรันเวย์เดินแบบเปิดตัวเสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ จากห้องเสื้อแบรนด์ดัง ในเกม Fortnite หรือถ้าคิดไปให้ไกลกว่านั้น ก็ให้เป็นรันเวย์แสดงเสื้อผ้าคอลเลกชั่นใหม่ สำหรับขายเฉพาะในเกม Fortnite ก็ดูน่าสนุกไม่น้อย

ในเวลานี้ บริษัทเทคโนโลยีที่กำลังก่อร่างสร้างตัวขึ้นใหม่ ถ้าหากไปจับธุรกิจสมาร์ทโฟน ชั่วโมงยามนี้ก็คงไม่สามารถต่อกรใดๆ กับแอปเปิล, ซัมซุง หรือสมาร์ทโฟนแบรนด์จีนได้อีกแล้วครั้นจะพัฒนาแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ก็ต้องมาพร้อมกับไอเดียที่ดีมากๆ แต่ว่าไอเดียที่ว่าดีนั้น มีความยากหรือความง่ายที่จะถูกลอกเลียนแบบหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้ เห็นได้ชัดจากการถือกำเนิดของคลับเฮาส์ (Clubhouse) ที่ในท้ายที่สุด บริษัทโซเชียลมีเดียรายใหญ่ ต่างก็มีฟีเจอร์ทำนองเดียวกับคลับเฮาส์หมดแล้ว

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *