HOT Flix

มัมมี่ (อังกฤษ: Mummy) คือศพที่ดองหรือแช่ในน้ำยาพิเศษในประเทศอียิปต์ พันทั่วทั้งร่างกายด้วยผ้าลินินสีขาว เพื่อเป็นการรักษาสภาพของศพเพื่อรอการกลับคืนร่างของวิญญาณผู้ตาย ตามความเชื่อของชาวอียิปต์โบราณ คำว่า “มัมมี่” มาจากคำว่า “มัมมียะ” (Mummiya) ซึ่งเป็นคำในภาษาเปอร์เซีย มีความหมายถึงร่างของซากศพที่ถูกดองจนกลายเป็นสีดำ โดยชาวอียิปต์โบราณจะทำมัมมี่ของฟาโรห์และเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ และนำไปฝังในลักษณะแนวนอนภายใต้พื้นแผ่นทรายของอียิปต์ อาศัยแรงลมที่พัดผ่านในแถบทะเลทรายอาระเบียและทะเลทรายในพื้นที่รอบบริเวณของอียิปต์ เพื่อป้องกันการเน่าเปื่อยของซากศพที่อาบด้วยน้ำยา

ในอียิปต์โบราณมีความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องของชีวิตหลังความตาย เกี่ยวกับการหวนกลับคืนร่างของวิญญาณ โดยมีความเชื่อว่าเมื่อวิญญาณออกจากร่างไปชั่วระยะเวลาหนึ่งจะหวนกลับคืนสู่ร่างเดิมของผู้เป็นเจ้าของ จึงต้องมีการถนอมและรักษาสภาพของร่างเดิม โดยการแช่และดองด้วยน้ำยาบีทูมิน ซึ่งจะช่วยรักษาและป้องกันไม่ให้ซากศพเน่าเปื่อยผุผังไปตามกาลเวลา

ส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมซึ่งตั้งอยู่ที่จุดตัดทางภูมิศาสตร์ของวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตกอย่างเขตปกครองตนเองซินเจียง อุยกูร์ ถือเป็นทางแยกหลักของการแลกเปลี่ยนผู้คน วัฒนธรรม เกษตรกรรม และภาษาของเอเชีย ซึ่งตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1990 ก็มีการค้นพบซากมัมมี่มนุษย์หลายร้อยซาก มีอายุตั้งแต่ 2,000 ปีก่อนคริสต์ศักราชจนถึง 200 ปีในยุคปีปัจจุบัน ในแอ่งทาริมของภูมิภาคดังกล่าว มัมมี่เหล่านี้ถูกฝังอยู่ในโลงเรือในทะเลทราย กลายเป็นที่สงสัยของนักวิจัยมานานและก่อเกิดทฤษฎีต่างๆเกี่ยวกับต้นกำเนิดอันลึกลับของมัมมี่กลุ่มนี้

ล่าสุดทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยจี๋หลิน ในจีน, สถาบันมักซ์ พลังค์ ในเยอรมนี, มหาวิทยาลัยโซลแห่งเกาหลีใต้และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดในสหรัฐอเมริกา ได้ร่วมกันไขปริศนาโดยสร้างและวิเคราะห์ข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดของมัมมี่ในแอ่งทาริม 13 ซากที่เก่าแก่ที่สุด มีอายุราว 2,100-1,700 ปีก่อนคริสตกาล พร้อมกับ 5 บุคคลที่มีอายุ 3,000-2,800 ปีก่อนคริสตกาลจากแอ่งจุงกาเรียนที่อยู่ใกล้เคียง ทีมวิจัยพบว่ามัมมี่ในแอ่งทาริมไม่ใช่ผู้มาใหม่ในภูมิภาคนี้เลย แต่ดูเหมือนจะเป็นทายาทสายตรงของมนุษย์ยุคไพลสโตซีน (Pleistocene) ที่เคยแพร่หลายแต่ส่วนใหญ่สูญหายไปเมื่อสิ้นสุดยุคน้ำแข็งครั้งสุดท้าย ผู้คนกลุ่มนี้คือชาวยูเรเชียตอนเหนือยุคโบราณ (Ancient North Eurasians-ANE) โดยจีโนมของพวกเขาหลงเหลือเพียงเศษเสี้ยวในคนยุคปัจจุบัน อีกทั้งมัมมี่ที่แอ่งทาริมก็ไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่ามีการปะปนกับกลุ่มมนุษย์ยุคโฮโลซีนอื่นๆ

การสร้างต้นกำเนิดของมัมมี่ในแอ่งทาริมขึ้นใหม่ ส่งผลต่อความเข้าใจของนักวิจัยในภูมิภาคนี้ และเปิดหน้าต่างบานใหม่ของการศึกษาข้อมูลทางพันธุกรรมของมนุษย์ในสมัยโบราณ ที่จะช่วยคลี่คลายประวัติศาสตร์การอพยพของมนุษย์ในที่ราบยูเรเซียนอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น.

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *