HOT Flix

เมื่อฝันร้ายจากการล้มป่วยมาเยือน หลายคนอาจต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่คาดฝัน หรือเตรียมใจมาก่อน โดยเฉพาะโรคที่ชื่อว่า “มะเร็ง” บ่อยครั้งในการรักษาโรคมะเร็งที่ผู้ป่วยต้องเผชิญกับความเจ็บปวดรุนแรง อาจทำให้ท้อจนเลือกที่จะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามกาลเวลา

เมื่อพูดถึงมะเร็งแล้ว เกิดได้กับอวัยวะหลายส่วนในร่างกาย หนึ่งในนั้นคือ “มะเร็งต่อมลูกหมาก” ซึ่งพบได้ในเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยจากข้อมูลหนังสือ Cancer in Thailand ปี 2010-2012 มะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นมะเร็งอันดับท่ี 4 ของมะเร็งเพศชายทั้งหมด คิดเป็น 7.1 ต่อประชากร 100,000 คน ของมะเร็งเพศชายท้ังหมด และมีอุบัติการณ์เพิ่มมากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น

นพ.ธเนศ ไทยดำรงค์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ งานศัลยศาสตร์ทางเดินปัสสาวะ โรงพยาบาลราชวิถี เผยว่า ในปัจจุบันประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เนื่องจากอายุไขเฉลี่ยของคนไทยเริ่มสูงขึ้น ดังนั้นคุณภาพชีวิตของผู้สูงวัยจึงมีความสำคัญ เช่นเดียวกับโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มีอุบัติการณ์เพิ่มขึ้นตามอายุที่มากขึ้น และในอดีตมะเร็งต่อมลูกหมากมักพบในระยะลุกลามแล้ว

กระทั่งเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่พัฒนามากขึ้น ทำให้มีการตรวจคัดกรองมะเร็งต่อมลูกหมากจากการตรวจเลือด (ค่า PSA) และตรวจร่างกาย ทำให้สามารถคัดกรองได้ในระยะเริ่มแรกเพิ่มมากขึ้น อุบัติการณ์การตรวจพบมะเร็งต่อมลูกหมากระยะลุกลามลดลง ส่งผลให้สามารถรักษาได้ทันท่วงที และมีอัตรารอดชีวิตที่สูงกว่าระยะลุกลาม

ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก

1. อายุ อุบัติการณ์ เพิ่มขึ้นตามอายุ

2. เชื้อชาติ African American มีความเสี่ยงสูงกว่าเชื้อชาติอื่น

3. ประวัติครอบครัว และพันธุกรรม พบมะเร็งต่อมลูกหมาก โดยหากบิดาเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก บุตรชายมีความเสี่ยงในการตรวจพบมะเร็งถึง 2 เท่า และหากพี่ชายหรือน้องชายป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก จะมีความเสี่ยงสูงขึ้นถึง 3 เท่า เป็นต้น

สำหรับอาการของผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากนั้น หากเป็นระยะแรกมักไม่มีอาการแสดง แต่หากมีการแสดงอาการ เช่น ปัสสาวะเป็นเลือด, ปัสสาวะไม่ออก ไปจนถึงอาการปวดกระดูก ซึ่งมักพบในระยะเริ่มมีการลุกลามของมะเร็งแล้ว ดังนั้นการตรวจร่างกาย และตรวจ PSA จะช่วยตรวจคัดกรองมะเร็งระยะแรกในกลุ่มเสี่ยงได้

แต่เมื่อพูดถึง “การผ่าตัด” หลายคนอาจจะกังวล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเจ็บปวดหลังผ่าตัด บาดแผลที่มีขนาดใหญ่ การพักฟื้นในโรงพยาบาล และการฟื้นตัวหลังการผ่าตัด ที่ต้องใช้เวลากว่าจะกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ซึ่งการนอนโรงพยาบาลของผู้ป่วย 1 คน อาจส่งผลกระทบในหลายส่วน ไม่เพียงแค่ตัวผู้ป่วยเอง อาจส่งผลกับญาติที่ต้องสละเวลามาช่วยดูแลจนกว่าผู้ป่วยจะฟื้นตัวอีกด้วย

ในปัจจุบันการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมากมีหลายวิธี และมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกระทั่งมาสู่วิธีผ่าตัดแผลขนาดเล็กบาดเจ็บน้อย (Minimal invasive surgery) โดยวิธีผ่าตัดแบบเปิดช่องท้องเป็นจุดกำเนิดในยุคแรกของการผ่าตัดรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก โดยผู้ป่วยจะมีแผลหน้าท้องขนาดใหญ่และเนื่องจากต่อมลูกหมากเองก็อยู่ในส่วนลึกสุดของอุ้งเชิงกราน ทำให้การเข้าไปผ่าตัดมีความยากลำบาก มีการเสียเลือดค่อนข้างมาก

โดยในปี ค.ศ.1947 วิธีผ่าตัดเปิดช่องท้องก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นวิธีมาตรฐานในขณะนั้น และถูกนำเปรียบเทียบกับวิธีใหม่ๆ อยู่เสมอ เมื่อเวลาผ่านไปเราเข้าใจกายวิภาค รวมถึงองค์ความรู้เกี่ยวกับต่อมลูกหมากและอวัยวะข้างเคียงเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับมีความก้าวหน้าในการพัฒนาเครื่องมือผ่าตัด และเทคนิคการผ่าตัด

กระทั่งเข้าสู่ยุคการผ่าตัดผ่านกล้องในมะเร็งต่อมลูกหมาก เป็นยุคทองของการผ่าตัดแบบแผลเล็กบาดเจ็บน้อย และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายตั้งแต่ปี ค.ศ.2000 เป็นต้นมา ปัจจุบันพบว่าผลของการรักษาของเทคนิคผ่าตัดผ่านกล้องให้ผลการรักษาของด้านมะเร็งต่อมลูกหมากได้เทียบเท่าวิธีผ่าตัดเปิดช่องท้องแบบดั้งเดิม แต่เหนือกว่าในเรื่องการฟื้นตัวหลังผ่าตัด การบาดเจ็บอวัยวะข้างเคียง ความเจ็บปวดหลังผ่าตัดลดลง และระยะการนอนโรงพยาบาลลดลง สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้เร็วขึ้น

แต่เนื่องจากการผ่าตัดทางกล้องใช้อุปกรณ์ขนาดเล็ก ก็จะมีข้อจำกัดในการเคลื่อนไหว เนื่องจากเครื่องมือไม่สามารถโค้งงอได้ แต่ต้องผ่าตัดบริเวณที่แคบและลึก ดังนั้นการผ่าตัดจึงต้องอาศัยประสบการณ์จากศัลยแพทย์ค่อนข้างสูงในการผ่าตัดเพื่อลดการบาดเจ็บอวัยวะ หรือเนื้อเยื่อข้างเคียง ทำให้มีผู้ป่วยบางส่วนที่หลังผ่าตัดกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ มีปัสสาวะเล็ดไปจนถึงปัสสาวะไหลซึมตลอดเวลา จนอาจต้องใส่ผ้าอ้อมผู้ใหญ่ได้

จนในปี ค.ศ.2000 ได้มีการพัฒนาหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัด โดยอุปกรณ์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือแขนกลขนาดเล็ก เคลื่อนไหวได้ 7 ทิศทาง คล้ายมือมนุษย์ หรือศัลยแพทย์ที่ผ่าตัดสามารถเข้าไปในบริเวณที่แคบได้ดี อีกทั้งกล้องที่มีกำลังขยายสูง ระบบภาพ 3 มิติ ทำให้เกิดความแม่นยำในการผ่าตัดเพิ่มมากขึ้น ลดการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อข้างเคียงและลดการเสียเลือดได้ โดยส่วนนี้มีความสำคัญต่อการฟื้นตัวและการกลับบ้านได้เร็วขึ้นหลังผ่าตัด ซึ่งในกลุ่มประเทศยุโรปและอเมริกา มีการใช้เครื่องมือนี้อย่างแพร่หลายและเป็นที่นิยมอย่างมาก มีการศึกษามากมายกว่า 3,800 งานวิจัย

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *