HOT Flix

ตั้งแต่เริ่มมีการระบาดของไวรัส COVID-19 ในช่วงปลายปี 2019 จนถึงปัจจุบัน ข้อมูลหรือผลการศึกษาการฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ยังมีไม่มาก และยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษา หากในอนาคตผลการศึกษาและงานวิจัยต่างๆ พบว่า วัคซีนที่มาอยู่มีประสิทธิภาพดี และมีความปลอดภัยที่จะใช้ในเด็ก ถึงวันนั้นก็จะมีการนำมาใช้ในกลุ่มเด็กต่อไป ดังนั้น เมื่อยังไม่สามารถฉีดวัคซีนให้กับเด็กๆ ได้ในตอนนี้

เด็กแรกเกิด และเด็กวัยเข้าโรงเรียน มักจะต้องเข้ารับวัคซีนจำเป็น และ วัคซีนเสริม เพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันกับโรคอุบัติใหม่ แต่ในกรณีโควิด-19 หลายประเทศชะลอการฉีดวัคซีนแก่เด็ก เนื่องจากเป็นการพัฒนาวัคซีนเร่งด่วน ผลวิจัยยืนยันความปลอดภัยเมื่อใช้กับเด็กนั้นยังมีออกมาไม่ครบทุกยี่ห้อวัคซีน ปัจจุบันการทดลองเล่นมีบางยี่ห้อที่ยืนยันผลว่าใช้กับเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไปได้ จึงถือว่าการใช้วัคซีนโควิด-19 ในเด็กยังไม่แพร่หลาย ทั่วโลกจึงยังจับตามองการฉีดวัคซีนโควิด-19 แก่กลุ่มเด็ก

การป้องกันโควิด-19 ด้วยวัคซีน ประเทศต่างๆ จึงเลือกใช้วิธีการฉีดในกลุ่มผู้ใหญ่หรือผู้ปกครองยังเป็นการลดการแพร่เชื้อสู่เด็ก รวมถึงในชุมชนหรือในประเทศ หากมีการฉีดวัคซีนที่ครอบคลุมได้มากพอจะทำให้คนอื่นๆ ที่มีข้อจำกัดในการฉีดวัคซีน สามารถป้องกันการติดโรคไปได้ด้วยเช่นกัน

เฟซบุ๊ก ราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทยและสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยแถลงการณ์ โรคโควิด-19 ในเด็ก (ฉบับที่ 2/2564) เรื่องวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 สำหรับเด็ก โดยระบุว่า ในสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 และการกลายพันธุ์ของไวรัสทำให้มีการแพร่อย่างรวดเร็วของสายพันธุ์เดลตาในประเทศไทย ขณะนี้พบมีรายงานการติดโรคโควิด-19 ในผู้ป่วยเด็กเพิ่มสูงขึ้นกว่าการระบาดในระลอกหนึ่ง และระลอกสองอย่างมาก

จากข้อมูลของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่ 1 เม.ย.ถึง 15 มิ.ย. 2564 รายงานผู้ป่วยเด็กอายุน้อยกว่า 18 ปี ติดโรคโควิด-19 สะสม จำนวน 13,608 ราย จากผู้ป่วยติดเชื้อทุกอายุ 173,401 ราย คิดเป็นผู้ติดเชื้อที่เป็นเด็กร้อยละ 7.8 ของผู้ติดเชื้อทุกกลุ่มอายุ มีผู้ป่วยเด็กเสียชีวิต 4 ราย คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตร้อยละ 0.03 ทั้งหมดเป็นผู้ที่มีโรคประจำตัว และเมื่อติดตามข้อมูลจนถึง 13 ก.ค. 2564 พบผู้ป่วยเด็กติดเชื้อเพิ่มอย่างรวดเร็ว เป็น 33,020 ราย โดยมีอัตราส่วนของเด็กติดเชื้อสูงขึ้นเป็นร้อยละ 13.2 ของผู้ติดเชื้อทุกกลุ่มอายุ การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของเด็กติดเชื้อโควิด-19 ในระยะ 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนถึงการระบาดในชุมชนและครอบครัวที่ยังควบคุมไม่ได้และมีแนวโน้มที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดีพบว่าผู้ป่วยเด็กส่วนใหญ่ติดเชื้อโดยไม่แสดงอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย

ในขณะนี้ วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ที่มีข้อมูลรองรับถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยในเด็กอายุ 12 ปีขึ้นไป มีเพียงชนิดเดียว ได้แก่ วัคซีนชนิด mRNA ของไฟเซอร์ซึ่งได้รับการรับรองให้ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกาตั้งแต่วันที่ 10 พ.ค. 2564

อย่างไรก็ตาม มีรายงานการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหรือเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบภายหลังการฉีดในอัตราที่ต่ำมาก (8 ต่อ 1,000,000 คนที่ฉีด) ภายหลังจากได้รับวัคซีนในไม่กี่วัน ซึ่งมักพบในเพศชายอายุน้อยกว่า 30 ปี และพบหลังการฉีดเข็มสองมากกว่าเข็มแรก ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายกลับคืนมาใช้ชีวิตตามปกติได้ แต่ยังคงต้องระบบทดลองเล่นเฝ้าระวังอาการไม่พึงประสงค์นี้และติดตามข้อมูลต่อเนื่องอย่างใกล้ชิด วัคซีนนี้ ได้รับการขึ้นทะเบียนโดยองค์การอาหารและยาประเทศไทยให้ใช้ในอายุ 12 ปีขึ้นไป เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2564 การนำเข้ายังอยู่ในระหว่างดำเนินการ

สำหรับวัคซีน Sinovac แม้จะมีการใช้ในประเทศจีนในเด็กอายุ 3 ถึง 17 ปี จากการศึกษาวิจัยในระยะ I/II พบว่ากระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดี แต่ยังไม่มีข้อมูลเรื่องของประสิทธิภาพในการป้องกันโรคโควิด-19 ในเด็กกลุ่มนี้ ในขณะนี้ยังมีการศึกษาวิจัยวัคซีนอีกหลายชนิดในผู้ป่วยเด็กในกลุ่มอายุต่างๆ ลงไปจนถึงอายุหกเดือน ซึ่งน่าจะมีข้อมูลด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยออกมาเพิ่มเติมในอีกไม่นานนี้

สำหรับในภาพรวม ยังพบการติดโรคโควิด-19 ในเด็กน้อยกว่าผู้ใหญ่ และผู้ป่วยเด็กที่ติดเชื้อโรคโควิด-19 มักไม่รุนแรง ดังนั้นราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย จึงมีความเห็นสอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก โดยที่ยังไม่จัดให้เด็กปกติที่มีสุขภาพดี เป็นกลุ่มที่มีลำดับความสำคัญในอันดับต้นในการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในขณะนี้

การให้วัคซีนเด็กอาจเป็นประโยชน์เพราะจะช่วยรักษาชีวิตคนรอบข้างได้มีการใช้วิธีคิดแบบนี้แล้วกับไข้หวัดใหญ่ เข้าทดลองเล่นโดยเด็กในสหราชอาณาจักรที่อายุระหว่าง 2 ถึง 12 ปี จะได้รับสเปรย์พ่นจมูก โดยหลัก ๆ แล้วก็เพื่อช่วยปกป้องปู่ย่าตายายของพวกเขาอีกเหตุผลหนึ่งก็คืออาจจะช่วยทำให้เกิดภูมิคุ้มกันหมู่นั่นเอง เพราะวัคซีนดูเหมือนจะสกัดกั้นการแพร่ระบาดของเชื้อได้ดี แค่วัคซีนหนึ่งเข็มดูเหมือนจะลดการติดเชื้อได้ถึงครึ่งหนึ่ง และแม้ว่าคน ๆ นั้นจะติดเชื้อขึ้นมาก็มีแนวโน้มจะนำไปแพร่ต่อน้อยลงถึงครึ่งหนึ่งตอนนี้ เด็กอายุ 16-17 ปี ในอังกฤษ มากกว่า 25% มีแอนติบอดีในตัวเองทั้ง ๆ ที่ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อน ดังนั้น สหราชอาณาจักรและประเทศที่มีสถานการณ์คล้าย ๆ กันอาจสร้างระบบภูมิคุ้มกันขึ้นได้มากพอโดยที่ไม่ต้องไปฉีดวัคซีนให้เด็กด้วย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *