HOT Flix

อย่างที่ทราบกันดีว่าในสัปดาห์หน้าจะมีงานเปิดตัวของแอปเปิ้ล (Apple) ที่ได้ร่อนบัตรเชิญมาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะเป็นการเปิดตัวของ iPhone 13, Apple Watch Series 7, ในคืนของวันอังคารที่ 14 กันยายนนี้ (เช้าวันที่ 15 กันยายน)

ว่ากันว่า Apple Watch Series 7 มีการออกแบบที่สลับซับซ้อนกว่ารุ่นก่อนๆ จึงทำให้มีความเป็นไปได้ว่าในระยะแรกของการวางจำหน่าย Apple Watch Series 7 จะมีสินค้าจำนวนจำกัดในเรื่องการออกแบบของ Apple Watch Series 7 ได้เน้นไปที่ความแบนของจอ เช่นเดียวกับขอบของนาฬิกา อีกทั้งขนาดของนาฬิกาก็จะใหญ่กว่ารุ่นก่อนหน้านี้พอสมควร โดยมีให้เลือกด้วยกันสองขนาด ได้แก่ ขนาด 41 มิลลิเมตร และ 45 มิลลิเมตร

สำหรับซีรีส์ iPhone 13 ทั้งหมดจะมีความหนาและน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับรุ่นที่ผ่านมา โดยเฉพาะรุ่น Pro Max ซึ่งคาดว่าจะมาจากแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้นมากสุดในรุ่น Pro Max ถึง 18-20% ในรุ่น 6.1 นิ้ว ใหญ่ขึ้นประมาณ 10% และรุ่น mini จะสามารถใช้งานได้นานขึ้นประมาณ 1 ชั่วโมง แบตเตอรี่ในรุ่น Pro จะหมดไวกว่าเนื่องจากมีการใช้จอที่มีรีเฟรชเรตสูงถึง 120Hz ในโหมดปกติ และจะลดเหลือ 60Hz ในโหมดประหยัดพลังงานเซนเซอร์ Ultra Wide ในกล้องของ iPhone 13 จะสามารถรับแสงได้มากขึ้นถึง 40% แต่สำหรับเซนเซอร์อื่น ๆ จะรับแสงได้มากขึ้น 15% รองรับการถ่ายวิดีโอแบบ Portrait ด้วยระบบกันสั่นแบบ EIS หรือ Warp พร้อมอัลกอริทึมใหม่ที่มาช่วยการวิเคราะห์การถ่ายภาพในโหมดกลางคืน

ขณะที่ขนาดของหน้าจอจากเดิม Apple Watch Series 6 มีขนาดหน้าจอที่ 1.78 นิ้ว ความละเอียด 448 x 368 พิกเซล แต่ Apple Watch Series 7 ขนาดหน้าจอจะใหญ่ขึ้นอยู่ที่ 1.9 นิ้ว และมีความละเอียด 484 x 396 พิกเซลชิปประมวลผล ไม่น่าแปลกใจมาก เพราะมีการเปลี่ยนแปลงทุกปี โดย Apple Watch Series 7 จะใช้ชิปประมวลผล Apple S7 ซึ่งจะทำงานได้เร็วกว่าเดิมเซนเซอร์ด้านสุขภาพของ Apple Watch Series 7 คงจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก เมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า โอกาสที่เราจะได้เห็นเซนเซอร์วัดอุณหภูมิในร่างกาย, ความดันโลหิต และการอ่านค่าน้ำตาลในเลือด อาจต้องในปี 2022

จนถึงชั่วโมงนี้ สุดท้ายแล้วแอปเปิลน่าจะใช้ชื่อ iPhone 13 เป็นชื่อรุ่นของสมาร์ทโฟนเรือธงประจำปี 2021 แม้จะมีผู้คนจำนวนมากตั้งข้อสังเกตว่า เลข 13 เป็นเลขอัปมงคลของชาวตะวันตกก็ตาม แต่ถ้าหากเราดูผลิตภัณฑ์อื่นๆ ภายใต้แบรนด์แอปเปิล สังเกตได้ว่า แอปเปิลใช้เลข 13 เป็นจำนวนมาก ยกตัวอย่าง ระบบปฏิบัติการ iOS 13 และ MacBook Pro ก็มีรุ่น 13 นิ้วจากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าแอปเปิลไม่น่าจะคิดมาก หรือเป็นกังวลกับตัวเลข “13” สักเท่าไร

ด้านการออกแบบ iPhone 13 ไม่แตกต่างกับ iPhone 12 มากนัก แบ่งออกเป็น 4 โมเดลเหมือนเดิม ได้แก่ iPhone 13 mini, iPhone 13, iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ขนาดหน้าจอก็เหมือนเดิม ไล่มาตั้งแต่ 5.4 นิ้ว, 6.1 นิ้ว และ 6.7 นิ้วพร้อมกันนี้ รอยบาก (notch) จะมีขนาดที่เล็กลงกว่ารุ่นก่อนหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่แฟนคลับแอปเปิลจำนวนมากต้องการ แต่กว่าที่รอยบากจะหายไปทั้งหมด ก็อาจต้องรอไปจนถึงการเปิดตัว iPhone 14 ในปี 2022 เลยทีเดียว

ต่อมาเป็นเรื่องของชิปเซต iPhone 13 จะใช้ชิป Apple A15 Bionic โดยที่จำนวนแกนของซีพียูยังคงเดิมที่ 6 แกน (Hexa-core) แต่การประมวลผลจะเร็วขึ้นในเรื่องของหน้าจอ คาดว่า iPhone 13 จะมี LTPO (Low-Temperature Polycrystalline Oxide) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่แอปเปิลพัฒนาขึ้นมา และนำไปใช้ครั้งแรกใน Apple Watch Series 4LTPO เป็นชิ้นส่วนของฮาร์ดแวร์ ทำหน้าที่ควบคุมการเปิดและปิดของพิกเซลบนหน้าจอแสดงผลได้ ส่งผลให้เป็นการประหยัดแบตเตอรี่ไปในตัว ดังนั้นแล้วเราก็น่าจะได้เห็นฟีเจอร์รีเฟรชเรตครั้งแรกใน iPhone 13 (ไอโฟน 13)ด้วยเทคโนโลยีที่ว่านี้

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *