HOT Flix

ปัจจุบันโลกของเราถือเป็นยุคที่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะ ระบบ AI เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือที่ใครหลายคนเรียกสั้นๆ ว่า “AI” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ และแสดงผลออกมาได้อย่างชัดเจนโดยเทคโนโลยี AI นั้นได้เข้ามามีบทบาทที่สำคัญเพื่อช่วยให้ชีวิตของเรานั้นมีความสะดวกต่อการดำรงชีวิตมากยิ่งขึ้น ในปัจจุบันทางการแพทย์ก็ได้มีการนำ AI เข้ามาประยุกต์ใช้เพราะ ทุกวันนี้ ปัญหาด้านสุขภาพ ถือเป็นปัญหาลำดับต้นๆ ของทุกคนฉะนั้นจึงจำเป็นต้องมีนวัตกรรมที่ทันสมัยและมีประสิทธิภาพเข้ามาช่วยแพทย์ในการวิเคราะห์ให้สามารถคัดกรองแยกกลุ่มผู้ป่วยได้ ซึ่งเป็นการช่วยลดระยะเวลาและทำให้เรานั้นสามารถรับมือกับโรคภัยต่างๆ ได้เป็นอย่างทันท่วงที

 

เราอาจจะเคยได้ยินเเรื่อง ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) หรือ AI มาบ้าง และในยุค 2021 นี้เจ้า AI ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตมนุษย์อย่างเรามากขึ้น เวลาพูดถึง AI ทุกคนจะนึกถึงแต่หุ่นยนต์ แต่จริงๆ แล้ว AI นั้นแฝงตัวอยู่ในทุกกิจกรรมของชีวิตเรา เรียกได้ว่าตั้งแต่ตื่นนอนจนเราเข้านอนอีกครั้งเมื่อเราพัฒนา AI ให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบตัวเราได้มากขึ้น มนุษย์จึงนำ AI มาต่อยอดเพื่ออุดช่องโหว่ในหลายๆ จุด อย่างเช่น วงการสุขภาพที่ AI ได้เข้ามาช่วยในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะวิเคราะห์โรคต่างๆ ที่ช่วยทุ่นเวลาคุณหมอ และคัดแยกผู้ป่วยได้ง่ายและเร็วขึ้น

โดย มรกต กุลธรรมโยธิน กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเตอร์เทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ INET  ว่า AI-CXR Screening เป็นแอปพลิเคชันที่เราได้ร่วมพัฒนากับ ไอบีเอ็ม ประเทศไทย ด้วยการนำเทคโนโลยี IBM Visual Insights ซึ่งเป็น AI มาวิเคราะห์ภาพนิ่ง และไฟล์วิดีโอ ในการแปลผลภาพเอกซเรย์เพื่อช่วยรังสีแพทย์ในการตรวจหาวัณโรคจากภาพเอกซเรย์ทรวงอก

“AI-CXR Screening” คือ ระบบวิเคราะห์และตรวจสอบ ความเสี่ยงในการตรวจโรคต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ วิธีการทำงานคือ การนำเข้าข้อมูลที่เป็นภาพถ่ายจากเครื่อง X-Ray จากนั้นระบบ AI จะทำการวิเคราะห์ภาพเอ็กซเรย์ปอด (CXR) โดยตรวจหาลักษณะทางกายภาพของการเกิดโรคที่เกี่ยวกับปอด ซึ่งในปัจจุบันมีกลุ่มประชากรทีมีโอกาสเสี่ยงเป็นวัณโรคโรคปอด เช่น นักโทษ, แรงงานต่างด้าว, ผู้ป่วยโรคเอดส์ และผู้สูงอายุ ระบบตัวนี้จะเข้ามาช่วยในการวิเคราะห์และคัดกรองแยกกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยง เป็นเครื่องมือเสริมสำหรับแพทย์ในการคัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้นก่อนการยืนยันการอ่านผล CXR ของผู้ป่วยอีกครั้งโดยระบบจะจำแนกผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ กลุ่มแรก เราเรียกว่า “กลุ่ม Normal คือกลุ่มผู้ป่วยที่ไม่ได้เสี่ยงเป็นวัณโรค” กับกลุ่มที่สอง เราเรียกว่า “กลุ่ม AB Normal คือกลุ่มที่มีอาการเฉพาะโรคที่เกี่ยวกับปอด เช่น วัณโรค, ภาวะเลือดออกผิดปกติ, โรคติดต่อ เป็นต้น”

การทำงานของ CXR Screening เริ่มต้มด้วยการล็อกอินเข้าสู่ระบบ Upload file เอกซเรย์ทรวงอก เพื่อเริ่มวิเคราะห์ผลในภาพถ่าย จากนั้นระบบจะทำการค้นหาผลวิเคราะห์ย้อนหลัง พร้อม Download file ออกมาใช้งานนั่นเอง ซึ่งเราได้มีการฝึกสอนระบบ AI โดยรังสีแพทย์ และแพทย์สาขาต่างๆ ด้วยภาพกว่า 40,000 ภาพจากโรงพยาบาล และโมเดลภาพถ่ายรังสีทรวงอก พบว่าแอปพลิเคชัน AI-CXR Screening สามารถตรวจพบวัณโรคด้วยอัตราความแม่นยำสูงถึง 96%

ทั้งนี้ AI CXR Screening นี้ สามารถรองรับการตรวจภาพถ่ายรังสีทรวงอกของผู้ป่วยในแต่ละวันได้มากขึ้น ช่วยวิเคราะห์จุดที่มีความเสี่ยงต่อโรคให้แพทย์นำไปวินิจฉัยได้เด่นชัด เพิ่มความยืดหยุ่น และลดระยะเวลาการดำเนินการของคุณหมอ ปัจจุบัน CXR Screening สามารถตรวจหาอาการอื่นๆ จากภาพเอกซเรย์ทรวงอกอีก 14 อาการ เช่น ปอดบวม ปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด และภาวะปอดรั่ว อีกด้วยมรกต บอกอีกว่า แอปพลิเคชัน AI-CXR Screening ที่พัฒนาโดยไอเน็ตจะใช้ IBM Visual Insights ซึ่งเป็นโซลูชันด้านการรู้จำภาพ หรือ visual recognition ซึ่งทำงานบนระบบ IBM Power Systems ทำให้ไอเน็ตสามารถสร้างโมเดลภาพ จากนั้นจึงจำแนกประเภทวัตถุที่ตรวจพบในภาพเอกซเรย์ทรวงอก

โดยไม่ต้องมีการเขียนโค้ด (Code) หรือ อาศัยความเชี่ยวชาญด้าน deep learning โดยระบบ Storage และการใช้ Colud หรือ คลาวด์เป็นแบบเฉพาะทางสำหรับเฮลท์แคร์โดยเฉพาะ พร้อมการจัดเก็บข้อมูลต่างๆ ใน Data Center ของประเทศ ซึ่งมีระบบการป้องกัน และควบคุมความปลอดภัยระดับสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่วยปัจจุบันมีโรงพยาบาล สถานพยาบาลชุมชน และทัณฑสถาน โรงพยาบาลราชทัณฑ์มากกว่า 75 แห่งทั่วประเทศใช้แอปพลิเคชัน AI-CXR Screening เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยโรคปอดได้มากขึ้น ทำให้คุณหมอหลายๆ ท่านประหยัดเวลาในการหาอาการป่วยของคนไข้ และคัดแยกคนไข้ที่ป่วยจากการติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

ทั้งนี้ จึงเป็นเหตุสำคัญทำให้กว่าหมอจะตรวจพบว่าคนไข้ไม่สบาย และเสี่ยงต่อการเป็นวัณโรคล่าช้าออกไปอีก พอมีเทคโนโลยี และการใช้ AI เข้ามาช่วยคัดกรอง ทำให้เราร่นระยะในการตรวจพบโรค และรีบแยกตัวคนไข้ไปตรวจเพิ่มเติม ก่อนที่จะไปนั่งรวมกับคนอื่นๆ ทำให้เกิดการแพร่เชื้อต่อไปได้อีกด้านนายแพทย์ศิลา จิรวิกรานต์กุล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า คุณหมอส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลจะเป็นคุณหมอหมุนเวียน 2 ปีครั้ง ฉะนั้นความเชี่ยวชาญในการคัดกรองคนไข้ในแต่ละโรคค่อนข้างยาก โดยเฉพาะเวลาคนไข้มากๆ ทำให้คุณหมอเราไม่สามารถดูแลได้ทั้งหมด เมื่อการคัดกรองค่อนข้างยาก และอาจมีผิดพลาด หรือว่าหลุดได้ง่าย

“การใช้ AI โดยเฉพาะ AI CXR Screening ที่เห็นชัดๆ เลยก็คือ ความไว และความจำเพาะ หรือ Sensitivity ของ AI จะมีความไวมากกว่าที่เราคิด คือ มีความผิดปกติอะไร ก็จะรายงานให้เห็น มากน้อยแค่ไหน ตอบโจทย์เรื่องของการค้นหาโรคมากๆ”

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *